หัวข้อ: COL  (อ่าน 289 ครั้ง)

เมษายน 25, 2017, 07:05:37 AM
หุ้น COL ผ่านไป 2 วันราคาขึ้นมากว่า 50% หลังจากราคาซึมลงอย่างหงอยเหงามาร่วม 2 ปี ราคาขยับอย่างเฉื่อยแฉะอยู่แถวๆ28-33 มานาน จนคนที่ถืออยู่หงุดหงิดอยากจะคายทิ้งเต็มแก่

แต่แค่ก้าวข้ามมายังเดือนเมษา มาพร้อมๆกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว หุ้น COL ก็ร้อนปรอทแตก ขึ้นมาปิดที่ 44.50 แบบที่ถือเซ็งมาทั้งปี แต่2วันล่าสุดก็คุ้มกับที่ถือมากันเลยทีเดียว

เลยจะขอเล่าที่มาที่ไปของหุ้น COL เผื่อใครยังไม่รู้จักหุ้นตัวนี้ จะได้เก็บเป็นข้อมูลเอาไว้ให้เป็นประโยชน์ เพราะการลงทุนในหุ้นซักตัว ถ้าไม่รู้อะไรเลย เหมือนเดินปิดตาเข้าดงนักเลง โอกาสโดนล้วงกระเป๋าหมดตูดมีสูงนักแล

COL เดิมทีคือ OFM Office Mate ที่ขายพวกเครื่องเขียน stationery ต่างๆผ่านทางแคตตาล็อก ลูกค้าโทรสั่งซื้อได้เลย พร้อมจัดส่ง

OFM โตเอาๆ เพราะการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้คู่แข่งใหญ่ๆในธุรกิจเครื่องเขียนอยากจะฮุบเอามาเป็นของตัวเอง

จนกระทั่งท้ายที่สุด ผู้ที่ได้เข้ามาฮุบคือกลุ่มเซ็นทรัล ผ่านวิศวกรรทางการเงิน ที่อยากจะบอกว่า เหมือนได้มาฟรีๆก็ไม่ปาน

OFM ออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อให้กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามาถือในสัดส่วน 75% โดยการเอาธุรกิจ B2S และ Office Depot มาแลก ในราคาเพิ่มทุนที่ 37.50 บาท/หุ้น หลังจากการเพิ่มทุน เจ้าของเดิมของ OFM เหลือถือเพียง 15% และ OFM ใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัว รายได้และกำไรของ OFM โตแบบก้าวกระโดดจากการรวมธุรกิจ พาให้ราคาหุ้นทะยานไปเกิน 80 บาท

เมื่อราคาหุ้นไปไกลถึงระดับนั้น กลุ่มเซ็นทรัลก็ขายหุ้นออกมาบางส่วนในราคาช่วง 70-80 บาท จากต้นทุน 37.50 ด้วยเหตุผลว่า ต้องการเพิ่ม freefloat ให้กับหุ้น OFM

หลังการขาย กลุ่มเซ็นทรัลเหลือถือประมาณห้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ งานนี้เหมือนได้หุ้นมาแบบฟรีๆจริงๆ นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก
หลังจากวันนั้น ราคาหุ้นก็ซึมลงมาเรื่อยๆ มีเด้งกลับขึ้นไปบ้างในปี 57 แต่ก็ไปได้ไม่ไกลก็ลงต่อ

ระหว่างทาง OFM เปลี่ยนชื่อเป็น COL ย่อมาจาก Central Online เพราะมีการเริ่มทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และมีแผนการว่าจะเติบโตไปทางนี้ตามกระแสการค้าออนไลน์ที่บูมขึ้นเรื่อยๆทุกวัน

ปี59 COL หุ้นกันคนละครึ่งกับกลุ่มเซ็นทรัล ตั้งบริษัทเซ็นทรัลกรุปออนไลน์ ซื้อกิจการ Zarola ที่ขาดทุนยับเข้ามา หวังจะได้ฐานลูกค้าของ Zarola เอามาต่อยอด พร้อมๆกับมีการรับบุลคลากรในแวดวงอีคอมเมิร์ซเข้ามาเยอะมาก
ปัญหาของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ COL ประสบก็คือ รายได้และกำไรโตไม่ทัน fix cost ที่เพิ่มขึ้นจากบุคลากร และค่าใช้จ่ายในธุรกิจ



แม้ยอดขายจะเติบโตจนทะลุหมื่นล้านในปี58 จากแค่หกพันกว่าล้านในปี55 แต่กำไรกลับลดลง เพราะเจอธุรกิจอีคอมเมิร์ซสูบกำไรออกไป

มาปี้นี้ ในวันประชุมผู้ถือหุ้น COL แจ้งแผนธุรกิจใหม่ว่า จะตัดธุรกิจออนไลน์ทิ้งไปให้กลุ่มเซ็นทรัลดูแลเองทั้งหมด เพราะมันใหญ่และหนักเกินกว่าที่COL จะรับไหว
และ COL จะมารุกธุรกิจออฟไลน์ คือ Office Mate และ B2S มากขึ้น มีการสร้างศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเสิรมควมมแข็งแกร่งของธุรกิจ logistics ให้สินค้าของตัวเอง และอาจจะมีสินค้าคนอื่นด้วยในอนาคต

Office Mate จะขยายโดยระบบ franchise เข้าไปยังส่วนภูมิภาคมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งโมเดลนี้ อาจจะได้เห็น COL เป็นเหมือนน้องๆของ seven eleven ได้ในอนาคต

เมื่อขยาย office mate ผ่าน franchise ได้มากขึ้น ธุรกิจ logistics นี่เองที่จะมารองรับการเติบโต

B2S ก็จะขยายไปต่างประเทศใน CLMV มากขึ้น
ราคาหุ้น COL ที่อัดอั้นมานานนับแรมปี จึงพุ่งกระฉูดทะลุออกปาก ด้วยประการฉะนี้.....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 25, 2017, 11:15:25 AM โดย admin »


ตอบกลับ #1 เมษายน 25, 2017, 07:10:15 AM


COL's 2017 Business Plan

สำหรับแฟนๆ COL ที่อยากจะลงทุนระยะยาวกับหุ้นตัวนี้ ด้วยมองว่า วิสัยทัศน์ของผู้บริหารจะพาให้บริษัทเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เพื่อให้สิ่งนั้นแปลงกลับมาเป็นสตางค์กลับเข้าสู่กระเป๋าผู้ถือหุ้นรายย่อยทั้งหลายที่คอยติดตาม
เหตุการณ์ที่พาให้หุ้นขึ้นปรอทแตกในวันประชุมผู้ถือหุ้นคือการ present แผนธุรกิจปี 2017 ที่จะถอยออกจากธุรกิจออนไลน์ ทำให้ราคาหุ้น ที่ออกอาการขยับขึ้นตั้งแต่ก่อนหน้าวันประชุม พุ่งทะลักจุดแตกแบบเอาไม่อยู่

แต่สิ่งที่ควรจะให้ความสนใจคือ ถ้าบริษัทจะถอยจากธุรกิจออนไลน์ ที่เป็นตัวถ่วงธุรกิจหลักของCOLเหลือเกินจนทำให้กำไรไม่โตมาหลายปี แล้วจะหันเหไปทำอะไรที่จะทำให้ธุรกิจโตได้อย่างยั่งยืนพาให้ราคาหุ้นกลับไปถึงดอยเดิมได้ หรือทะลุไปไกลเหมือนที่นักวิแคะเคยว่าไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว

ผู้เขียนไม่ได้เข้าไปฟังในวันประชุมผู้ถือหุ้น เลยจะเอาสไลด์การนำเสอแผนธุรกิจมาสรุปคร่าวๆในประเด็นที่เป็นประโยชน์รวมทั้งความเสี่ยงที่อาจจะมีให้ผู้สนใจได้อ่านกัน

จุดแข็งของ COL คือ Office Mate ที่เป็นการรวมตัวกันของ Office Depot เดิมของเซ็นทรัล และ Office Mate ของเจ้าของเดิม วรวุฒิ อุ่นใจ

ยอดขายหน้าร้านของ Office Mate ไม่ได้น่าสนใจมากเท่ายอดขายจากการซื้อซ้ำของลูกค้าประจำผ่าน call center และ จากหน้าเว็บ

แคตตาล็อกที่มีสินค้าอยู่เยอะที่สุดและครบที่สุดในบรรดาคู่แข่งในตลาดเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดคือ จัดส่งได้ภายใน1วันในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล
สิ่งนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ยอดขาย Office Mate โตขึ้นโดยตลอด

และเพราะการซื้อขายที่ไม่ผ่านหน้าร้านมีจำนวนเยอะขึ้นๆ นี่เอง จึงทำให้ยอดขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรของพื้นที่ร้าน Office Mate โตแบบมีนัยสำคัญอย่างมากทุกปี

พื้นที่ร้านเล็กลงเรื่อยๆ ค่าเช่าพื้นที่ก็น้อยลงๆ แต่มีของให้ดูครบ ลูกค้าสามารถมาดูของที่ร้านแล้วสั่งผ่านเวบหรือ call center แล้วมีของไปส่งถึงสำนักงาน หรือสามารถสั่งออนไลน์ แล้วใช้หน้าร้านเป็นจุดรับของได้
นี่เป็นช่องทางการขายแบบ Omni channel ที่จะเข้ามาแทนช่องทางการแบบเดิมในอนาคตอันใกล้

แม้ Online channel จะโต แต่อุปสรรคคือการที่ผู้ซื้อไม่ได้เห็นของก่อน และผู้ซือที่อยากจะออกไปเดินห้างเห็นของ ได้จับ ได้ลอง แล้วสั่งซือออไลน์ในร้านนั่น แล้่วไม่ต้องถือกลับ รอรับของที่บ้านเลย

พฤติกรรมการบริโภคแบบนี้จะมีอีกมากกว่ามากในอนาคต และ Omni channel นี่เองที่จะมาตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบนี้
ใครมีของครบตามแคตตาล็อก สั่งแล้วได้ตามtimeline ที่กำหนด คือคนที่แน่ที่สุดในธุรกิจนี้

และ Office mate มุ่งที่จะเป้นผู้นำในธุรกิจเครื่องเขียน เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์สำนักงานในแบบที่ใครก็ตามทันได้ยาก

สิ่งที่จะ unlock การเติบโตของรายได้ Office mate คือการขยายตัวออกสู่ภูมิภาคมากขึ้น

โดยปกติ หน้าร้านของ Office mate จะอยู่ตามกรุงเทพ ปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่เท่านั้น แน่นอนว่าจังหวัดเหล่านี้มี market size ที่ใหญ่ แต่ตลาดในเมืองที่มีขนาดเล็กลงมา ถ้านับรวมกันทั่วประเทศแล้วก็มีขนาดใหญ่จน Office mate อยากที่จะไปแบ่งเค้ก

ปัจจุบันตลาดตามจังหว้ดขนาดเล็กจะมีร้านเครื่องเขียนท้องถิ่นครองตลาดอยู่แล้ว จุดที่ Office Mate จะเข้าไปเสริมคือ ทำ Franchise โดยชักชวนนักธุรกิจท้องถิ่นมาเข้าไม่ว่าจะจากคนที่ทำธุรกิจเครื่องเขียนอยู่แล้วหรือมือใหม่

จุดที่ Franchise Office mate จะได้เปรียบร้านท้องถิ่นคือ สินค้าครบมากกว่า และมีสินค้าอื่นนอกจากเครื่องเขียนด้วย ทั้งเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สำนักงานอื่นๆ งานนี้ เถ้าแก่เครื่องเขียนต่างจังหวัดมีหนาว ถ้าไม่เข้าร่วมก็อาจต้องแข่งกันซึ่งๆหน้า

ด้วยโมเดลร้านขนาดเล็กที่มีของไว้โชว์เป็นหลัก หน้าร้านเอาไว้เป็นจุดดูของหรือจุดรับสินค้าที่สั่งผ่าน call ceneter หรือ หน้าเวบ ซึ่งโมเดลนี้ทำสำเร็จและเห็นผลมาแล้วหลายที่

อาจจะได้เห็น Office mate มีจำนวนร้านโตแบบก้าวกระโดดน้องๆ seven eleven ได้ในอนาคตเหมือนที่ผู้เขียนเคยว่าไว้

แผนธุรกิจของ COL ยังไม่จบแค่นี้ เดี๋ยวเรามาดูกันตอนต่อไปว่าโมเดลธุรกิจใหม่ๆของ COL มีอะไรน่าสนใจแค่ไหน น่าสนใจจนถึงขนาดจะเอาเงินเก็บจากการทำงานของเรามาเก็บไว้ในหุ้นตัวนี้แทนที่จะเอาไปลงทุนในกองทุนที่ผลงานไม่เอาอ่าวหรือไม่

ผู้เขียนขอไปเล่นน้ำสงกรานต์ให้ชื่นใจก่อนแล้วเดี๋ยวมาเล่าให้อ่านกันต่อ สวัสดีปีใหม่ไทยให้กับทุกท่านครับ....

ที่มารูป www.col.co.th


ตอบกลับ #2 พฤษภาคม 01, 2017, 02:03:45 PM
หลังจากที่ COL ประกาศว่าจะเลิกทำธุรกิจออนไลน์ และราคาหุ้นก็ได้ตอบสนองในเชิงบวกอย่างมากจนลอยลมอยู่ในปัจจุบัน

ก้าวต่อไปหลังจากนี้ COL จะขายธุรกิจที่เกี่ยวกับออนไลน์ อาทิ Central.co.th, Robinson.co.th, ซีเนอร์จี้อินโนเวชั่น (Zarola อยู่ในส่วนนี้) และ เซ็นทรัลกรุปออนไลน์ ให้กับกลุ่มเซ็นทรัลภายใน Q2 ปี60

เมื่อขายส่วนนี้ออกไป ภาระขาดทุนที่เคยแบกไว้จะหายเป็นปลิดทิ้ง

จากที่ปี58 ขาดทุนจากธุรกิจออนไลน์ 158 ล้าน ปี59 ขาดทุน 330 ล้าน สมมุติว่าถ้าไม่มีส่วนนี้ จะทำให้กำไรของ COL ในปี 58 เปลี่ยนจาก 393 ล้าน (1.23 บาท/หุ้น) เป็น 551 ล้าน (1.72 บาท/หุ้น)

ปี59 จาก 384 ล้าน (1.20 บาท/หุ้น) เป็น 714 ล้าน(2.23 บาท/หุ้น)

นั่นคือ ถ้าไม่ทำธุรกิจออนไลน์ กำไรของ COL จะโตถึง +25.5% จากปี 57 ไปปี 58

และโตถึง +29.6% จากปี 58 ไปปี 59

เห็นตัวเลขนี้แล้วจึงยอมรับได้เลยว่า ธุรกิจออนไลน์ในนามบริษัทลูก ณ วันนี้ยังเป็นลูกที่ล้างผลาญพ่อแม่อยู่ เพราะเหตุนี้จึงต้องเอาไปให้คนอื่นเลี้ยงก่อน วันหน้าถ้าสถานการณ์ดีขึ้นอาจจะกลับมาเป็นแม่ลูกกันใหม่ก็ได้ใครจะไปรู้

ในส่วนของธุรกิจ Office Mate และ B2S ที่ขายผ่านออไลน์และ call center ซึ่งเป็นตัวทำกำไร ก็ยังคงอยู่ในอ้อมกอดของ COL เช่นเดิม ไม่ได้ขายออกไปไหน

เมื่อตัดธุรกิจออนไลน์ออกไป PE ของ COL ณ ราคา 42 บาทในวันนี้จึงยังอยู่ในระดับ 20 เท่าเช่นเดิม

และถ้าตัวถ่วงได้หลุดออกไปเต็มๆ เราอาจได้เห็น COL พุ่งทะยานตาม growth ของบริษัทที่ตัวเลข 25-30% ต่อปีช่างเป็นตัวเลขที่น่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน.....